อาการของโรคโควิด-19 covid 19 ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า COVID-19 | โควิด19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ มีความรุนแรงเทียบเท่ากับโรคซาร์สมากที่สุด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ องค์การอนามัยโลก ยังไม่สามารถหาที่มาของเชื้ออย่างชัดเจนได้ แต่สันนิษฐานว่าอาจจะมาจากเนื้อสัตว์ป่าที่ซื้อขายอยู่ และปัจจุบันเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้แล้ว จากการถูกไอ จาม หรือสัมผัสกับสารคัดหลั่งของคนที่ป่วย ดังนั้น เราควรดูแลตนเองเพื่อให้ร่างกายห่างไกลจากเชื้อไวรัสโคโรน่า โดยมีวิธีการรับมือ ดังนี้

-เชื้อไวรัสนี้ติดต่อผ่านทางลมหายใจ สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน
-เชื้อไวรัสโคโรน่าติดต่อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ควรทานแบบสุกเท่านั้น
-ควรทานอาหารที่สุกแล้ว งดอาหารดิบ และเนื้อสัตว์ป่า
-หมั่นล้างมือหรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์
-ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่ไอ จาม
-หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด และมีมลภาวะเป็นพิษ
-งดเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด
-ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก ถ้าไม่จำเป็น
-ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ฯลฯ
-ถ้ามีอาการไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ ปวดหัว อ่อนเพลีย หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์ทันที!!

ทำไมโควิดไม่แสดงอาการ?
ผู้ป่วยโควิดที่ไม่แสดงอาการ (Asymptomatic COVID-19) คือผู้ที่ติดเชื้อแล้ว แต่ไม่มีอาการใดๆ เลยตลอดการติดเชื้อจนกระทั่งหายเป็นปกติ

สาเหตุที่ผู้ติดเชื้อจำนวนกว่า 1 ใน 3 ไม่แสดงอาการ หรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อยยังคงไม่แน่ชัด แต่อาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

อายุ วัยรุ่นส่วนใหญ่มักไม่มีอาการใดๆ หรือมีอาการเล็กน้อย ซึ่งแตกต่างกับผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปที่อาจมีอาการรุนแรง
ระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ที่ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ไม่มีโรค หรือไม่ได้รับยาที่ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน อาจไม่มีอาการแสดง
สุขภาพดี ผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง อาจไม่มีอาการใดๆ หรือมีเพียงเล็กน้อย
ยังไม่แน่ชัดว่าพันธุกรรมมีส่วนต่อการแสดงโรคด้วยหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือผู้ติดเชื้อยังสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ หากตรวจพบเชื้อโควิดในร่างกายก็ต้องกักตัวตามมาตรการที่หน่วยงานสาธารณสุขกำหนดเช่นกัน

โควิด-19 รอบ 2 เป็นอย่างไร?
โควิด-19 รอบ 2 หรือที่ทางระบาดวิทยาเรียกว่า การระบาดระรอกใหม่ในประเทศไทย อาจมีความแตกต่างกับรอบแรกที่ระบาดช่วงเดือนมีนาคม 2563

เนื่องจากผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่ตรวจพบความเข้มข้นของเชื้อสูงในโพรงจมูก จึงมีโอกาสแพร่กระจายได้สูง และเสี่ยงต่อการระบาดมากขึ้น เพราะผู้ป่วยที่ไม่มีอาการอาจไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ